คู่มือเจาะลึกขั้นตอนการซื้อและถือครอง Leasehold และ ทรัพย์อิงสิทธิ์ ให้ถูกต้องตามกฎหมายไทย | Agentplus Thailand

ขั้นตอนการซื้อและถือครอง Leasehold และ ทรัพย์อิงสิทธิ์ ณ สำนักงานที่ดิน อย่างถูกต้องและปลอดภัย

post date  โพสต์เมื่อ 16 ก.ย. 2569   view 10
article

รายงานพิเศษ: เปิดคู่มือ 5 ขั้นตอนการซื้อและถือครอง "Leasehold" และ "ทรัพย์อิงสิทธิ์" ให้ถูกต้องตามกฎหมายไทย พร้อมสลักหลัง ณ สำนักงานที่ดินอย่างปลอดภัย

การลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยุคปัจจุบัน ทั้งในกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย นักลงทุนชาวไทย และนักลงทุนต่างชาติ ได้ให้ความสนใจในโครงสร้างการถือครองระยะยาว 2 รูปแบบสำคัญ นั่นคือ "สิทธิการเช่า (Leasehold)" และ "ทรัพย์อิงสิทธิ์ (Sap-Ing-Sith)" เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทั้งสองรูปแบบมีฐานกฎหมาย กระบวนการจดทะเบียน และภาระค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำเข้าใจ "ขั้นตอนการซื้อและการถือครองที่ถูกต้อง" จึงเป็นปัจจัยตัดสินความปลอดภัยและความคุ้มค่าของการลงทุนในระยะยาว

ขั้นตอนที่ 1: การตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของทรัพย์สิน (Due Diligence)

ก่อนการลงนามในสัญญาหรือชำระเงินมัดจำ ผู้ซื้อจำเป็นต้องดำเนินการตรวจสอบเอกสารสิทธิ ณ สำนักงานที่ดินที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่:

  • สำหรับ Leasehold: ตรวจสอบโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดว่า ผู้ให้เช่า (Lessor) เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง ทรัพย์สินติดภาระจำนองหรืออายัดหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่าอาคารดังกล่าวได้รับอนุญาตจัดตั้งถูกต้องตามกฎหมายควบคุมอาคารหรือไม่

  • สำหรับ ทรัพย์อิงสิทธิ์: ตรวจสอบว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้นำโฉนดที่ดินหรือห้องชุดไปดำเนินการ "จดทะเบียนก่อตั้งทรัพย์อิงสิทธิ" ณ สำนักงานที่ดินเรียบร้อยแล้วหรือยัง และมีการออก "หนังสือรับรองทรัพย์อิงสิทธิ" โดยพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วหรือไม่

ขั้นตอนที่ 2: การจัดทำและตรวจร่างสัญญา (Contract Drafting & Review)

  • สำหรับ Leasehold: จัดทำ "สัญญาเช่าระยะยาว (Lease Agreement)" โดยต้องระบุเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ ระยะเวลาเช่า (สูงสุดไม่เกิน 30 ปีตามมาตรา 540 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์), เงื่อนไขการต่ออายุสัญญา, สิทธิในการโอนเปลี่ยนมือ (Transferability), สิทธิในการให้เช่าช่วง (Sublease), เงื่อนไขการสืบทอดมรดก และการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน

  • สำหรับ ทรัพย์อิงสิทธิ์: จัดทำ "สัญญาโอนทรัพย์อิงสิทธิ" หรือ "สัญญาก่อตั้งทรัพย์อิงสิทธิ" ตามแบบที่กรมที่ดินกำหนด โดยเนื้อหาจะมุ่งเน้นที่ระยะเวลาสิทธิ (ไม่เกิน 30 ปี) ขอบเขตการใช้ประโยชน์ และเงื่อนไขเฉพาะที่สลักหลังในหนังสือรับรอง

ขั้นตอนที่ 3: การทำธุรกรรมและจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน (Land Office Registration)

ขั้นตอนสำคัญที่สุดที่จะทำให้สิทธิของผู้ซื้อได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไทยอย่างสมบูรณ์:

  • สำหรับ Leasehold: สัญญาเช่าที่มีระยะเวลาเกินกว่า 3 ปี ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักงานที่ดิน (ตามมาตรา 538) โดยเจ้าหน้าที่จะทำการสลักหลังในโฉนดที่ดินฉบับจริง เพื่อให้สิทธิดังกล่าวผูกอยู่กับตัวทรัพย์และบังคับใช้ได้ตลอด 30 ปี

  • สำหรับ ทรัพย์อิงสิทธิ์: การโอนสิทธิหรือก่อตั้งสิทธิต้องดำเนินการ ณ สำนักงานที่ดินเช่นเดียวกัน โดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะสลักหลังการโอนใน "หนังสือรับรองทรัพย์อิงสิทธิ" ให้แก่นามของผู้รับโอนรายใหม่ ซึ่งผู้ถือสิทธิคนใหม่จะได้รับเอกสารสิทธิไปครอบครองโดยตรง

ขั้นตอนที่ 4: การชำระค่าธรรมเนียมและภาษีตามระเบียบกรมที่ดิน (Fees & Taxes)

รายการค่าธรรมเนียม สิทธิการเช่า (Leasehold) ทรัพย์อิงสิทธิ์ (Sap-Ing-Sith)
ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน 1% ของมูลค่าค่าเช่ารวมตลอดอายุสัญญา ค่าธรรมเนียมตามอัตราที่กรมที่ดินกำหนด (เช่น ค่าคำขอ/จดทะเบียนก่อตั้ง)
อากรแสตมป์ 0.1% ของมูลค่าค่าเช่ารวม 0.1% ของราคาประเมินหรือราคาตอบแทน
ภาษีเงินได้ / ภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นไปตามโครงสร้างรายได้ของผู้ให้เช่า/โอน คิดคำนวณตามหลักเกณฑ์ภาษีการโอนทรัพยสิทธิของกรมสรรพากร

ขั้นตอนที่ 5: การบริหารจัดการ ถือครอง และใช้สิทธิในระยะยาว (Long-Term Management)

  • การโอนต่อ / เปลี่ยนมือ: ทรัพย์อิงสิทธิสามารถนำหนังสือรับรองไปโอนต่อ ณ สำนักงานที่ดินได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของเดิม ขณะที่ Leasehold ต้องทำตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาเช่า

  • การนำไปจำนอง: ผู้ถือทรัพย์อิงสิทธิสามารถนำหนังสือรับรองไปจดทะเบียนจำนองกับธนาคารเพื่อขอสินเชื่อได้ทันที ขณะที่ Leasehold โดยทั่วไปสถาบันการเงินจะไม่รับจำนอง

  • การสืบทอดมรดก: ทรัพย์อิงสิทธิ ตกทอดสู่ทายาทตามกฎหมายมรดกโดยอัตโนมัติ ส่วน Leasehold ต้องตรวจสอบข้อกำหนดเรื่องการสืบทอดสิทธิในสัญญาเช่าเดิม

Agentplus Thailand กับความเชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร

การดำเนินการซื้อและถือครองอสังหาริมทรัพย์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย จำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งระเบียบกรมที่ดิน โครงสร้างสัญญา และกลยุทธ์การลงทุน บริษัท เอเจ้นพลัส (ไทยแลนด์) จำกัด (Agentplus (Thailand) Co., Ltd.) นำโดย คุณปติมา จิราธำรงชาติ (MissKann) CEO ผู้มีประสบการณ์ตรงในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับแบรนด์ระดับสากลมากกว่า 20 ปี พร้อมทีมงานมืออาชีพ มุ่งมั่นให้บริการในฐานะ:

  • ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Consultant): วางโครงสร้างและดูแลขั้นตอนการจดทะเบียน Leasehold และ ทรัพย์อิงสิทธิ ณ สำนักงานที่ดินอย่างถูกต้อง

  • บริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ (Professional Real Estate Agency): เชี่ยวชาญการคัดสรรและบริหารจัดการทรัพย์สินในทำเลพัทยา ชลบุรี กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ EEC

  • บริการที่ปรึกษาลูกค้านักลงทุนต่างชาติ (Foreign Investor Property Advisory): ให้คำแนะนำขั้นตอนการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย

  • ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ผลตอบแทน (Real Estate Yield & Portfolio Optimization): คำนวณความคุ้มค่า ประเมินความเสี่ยง และวางแผนสภาพคล่องทางการเงินให้แก่นักลงทุน

บทความที่เกี่ยวข้อง (3)